Facebook Pixel Codeสุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้ - เอ็ทน่า ประเทศไทย
    Hero

    ค้นหาบทความที่น่าสนใจ

    สุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้

    เหตุใดการจัดการกับโควิด-19 ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพ นอกจากเรื่องการติดเชื้อ?

    เหตุใดการจัดการกับโควิด-19 ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพ นอกจากเรื่องการติดเชื้อ?

    นับตั้งแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่รายแรกในประเทศจีน ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมายตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา 4 เดือนถัดมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม องค์การอนามัยโลกประกาศการแพร่ระบาดทั่วโลกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศในอีก 2 วันถัดมา จนถึงวันที่ 19 สิงหาคมนี้ องค์การอนามัยโลกมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 22 ล้านคน และเป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่มียอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวมากกว่า 781,000 คน เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานปรากฏออกมามากมายเกี่ยวกับผลกระทบทางอ้อมอันยิ่งใหญ่ของโรคระบาดดังกล่าวที่มีต่อพฤติกรรมและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ผลกระทบทางอ้อมนี้ต่างจากผลกระทบจากการติดเชื้อไวรัสโดยตรง หากแต่มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับผลกระทบจากการระบาดซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวด้วย ผลจากการวิเคราะห์การอุบัติของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในปี 2557 มีความน่าสนใจซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบทางอ้อมจากการระบาดมีความรุนแรงมากกว่าผลกระทบจากการระบาดโดยตรงเสียอีก ผมขอยกตัวอย่าง 2 เรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผลกระทบทางอ้อมจากโรคระบาดที่มีต่อสุขภาพ ได้แก่ เรื่องการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินลง และเรื่องการชะลอการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง อันเนื่องมาจากการระบาดดังกล่าว ระบบสาธารณสุขทั่วโลกต่างขานรับเบื้องต้นด้วยการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้สถานบริการด้านสุขภาพจำนวนมากไปเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 และขอความร่วมมือประชาชนให้ไปใช้บริการเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น จากการวิจัยพบว่า ประชาชนปฏิบัติตามคำขอ โดยมีบางคนที่ต้องทนทรมานกับอาการป่วยที่อาจมีอันตรายสูงถึงชีวิต ในเดือนมิถุนายน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการายงานว่า ช่วง 10 สัปดาห์หลังการประกาศภาวะฉุกเฉิน จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่มาโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจวายลดลงถึง 23% และจากโรคหลอดเลือดสมองลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วง 10 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มเช่นเดียวกันนี้ โดยจะนำมาซึ่งผลเสียหลายด้านอย่างไม่ต้องสงสัย หลายประเทศ ระงับการตรวจคัดกรองมะเร็ง และเลื่อนการตรวจรักษาตามปกติออกไป เนื่องจากการระบาดดังกล่าว นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความรู้สึกหวาดกลัวการออกจากบ้านเพื่อไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลด้วยความกังวลความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนนำไปสู่การชะลอหรืองดการตรวจหาเชื้อมะเร็งซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพยากรณ์โรคและการพยากรณ์ชีพอีกด้วย ในเดือนกรกฎาคม วารสารทางการแพทย์ เดอะแลนซิต รายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนมีโรคระบาดในประเทศอังกฤษพบว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 16% และจากโรคมะเร็งเต้านมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 10% หลังจากตรวจพบโรคมานานถึง 5 ปีแล้ว ซึ่งแนวโน้มเช่นนี้มีปรากฏให้เห็นในหลายประเทศเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมอื่นๆปรากฏให้เห็นเช่นกัน มีรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อในแถบแอฟริกา อาทิ โรคมาลาเรีย และ เฮชไอวี โดยในประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลางและต่ำ มีอัตราการตายของแม่และเด็กสูงขึ้น อีกทั้งอาการป่วยทางจิต โดยเฉพาะภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ก็มีจำนวนสูงมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยสรุป เราต้องตื่นตัวติดตามเรื่องต่างๆเหล่านี้ รวมถึงผลกระทบทางอ้อมของการระบาดที่มีต่อชุมชนของเรา ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรสนับสนุนให้คนในชุมชนรับคำแนะนำจากแพทย์ให้ทันการณ์ และควรใช้ประโยชน์จากโทรเวชกรรม เช่น บริการวีเฮลธ์ รวมถึงแหล่งข้อมูลเพื่อสุขภาพที่ดีจากไวซา - แอปจากเอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนลที่ให้บริการสมาชิกเพื่อการมีสุขภาพจิตที่ดี  โดยมีการเก็บรักษาข้อมูลความลับของสมาชิกเป็นอย่างดี นายแพทย์ เฮมาล เดซัย ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการแพทย์ เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล ​20 สิงหาคม 2564
    เหตุใดการจัดการกับโควิด-19 ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพ นอกจากเรื่องการติดเชื้อ?

    เหตุใดการจัดการกับโควิด-19 ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพ นอกจากเรื่องการติดเชื้อ?

    นับตั้งแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่รายแรกในประเทศจีน ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมายตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา 4 เดือนถัดมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม องค์การอนามัยโลกประกาศการแพร่ระบาดทั่วโลกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศในอีก 2 วันถัดมา จนถึงวันที่ 19 สิงหาคมนี้ องค์การอนามัยโลกมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 22 ล้านคน และเป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่มียอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวมากกว่า 781,000 คน เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานปรากฏออกมามากมายเกี่ยวกับผลกระทบทางอ้อมอันยิ่งใหญ่ของโรคระบาดดังกล่าวที่มีต่อพฤติกรรมและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ผลกระทบทางอ้อมนี้ต่างจากผลกระทบจากการติดเชื้อไวรัสโดยตรง หากแต่มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับผลกระทบจากการระบาดซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวด้วย ผลจากการวิเคราะห์การอุบัติของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในปี 2557 มีความน่าสนใจซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบทางอ้อมจากการระบาดมีความรุนแรงมากกว่าผลกระทบจากการระบาดโดยตรงเสียอีก ผมขอยกตัวอย่าง 2 เรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผลกระทบทางอ้อมจากโรคระบาดที่มีต่อสุขภาพ ได้แก่ เรื่องการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินลง และเรื่องการชะลอการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง อันเนื่องมาจากการระบาดดังกล่าว ระบบสาธารณสุขทั่วโลกต่างขานรับเบื้องต้นด้วยการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้สถานบริการด้านสุขภาพจำนวนมากไปเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 และขอความร่วมมือประชาชนให้ไปใช้บริการเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น จากการวิจัยพบว่า ประชาชนปฏิบัติตามคำขอ โดยมีบางคนที่ต้องทนทรมานกับอาการป่วยที่อาจมีอันตรายสูงถึงชีวิต ในเดือนมิถุนายน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการายงานว่า ช่วง 10 สัปดาห์หลังการประกาศภาวะฉุกเฉิน จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่มาโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจวายลดลงถึง 23% และจากโรคหลอดเลือดสมองลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วง 10 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มเช่นเดียวกันนี้ โดยจะนำมาซึ่งผลเสียหลายด้านอย่างไม่ต้องสงสัย หลายประเทศ ระงับการตรวจคัดกรองมะเร็ง และเลื่อนการตรวจรักษาตามปกติออกไป เนื่องจากการระบาดดังกล่าว นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความรู้สึกหวาดกลัวการออกจากบ้านเพื่อไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลด้วยความกังวลความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนนำไปสู่การชะลอหรืองดการตรวจหาเชื้อมะเร็งซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพยากรณ์โรคและการพยากรณ์ชีพอีกด้วย ในเดือนกรกฎาคม วารสารทางการแพทย์ เดอะแลนซิต รายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนมีโรคระบาดในประเทศอังกฤษพบว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 16% และจากโรคมะเร็งเต้านมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 10% หลังจากตรวจพบโรคมานานถึง 5 ปีแล้ว ซึ่งแนวโน้มเช่นนี้มีปรากฏให้เห็นในหลายประเทศเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมอื่นๆปรากฏให้เห็นเช่นกัน มีรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อในแถบแอฟริกา อาทิ โรคมาลาเรีย และ เฮชไอวี โดยในประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลางและต่ำ มีอัตราการตายของแม่และเด็กสูงขึ้น อีกทั้งอาการป่วยทางจิต โดยเฉพาะภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ก็มีจำนวนสูงมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยสรุป เราต้องตื่นตัวติดตามเรื่องต่างๆเหล่านี้ รวมถึงผลกระทบทางอ้อมของการระบาดที่มีต่อชุมชนของเรา ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรสนับสนุนให้คนในชุมชนรับคำแนะนำจากแพทย์ให้ทันการณ์ และควรใช้ประโยชน์จากโทรเวชกรรม เช่น บริการวีเฮลธ์ รวมถึงแหล่งข้อมูลเพื่อสุขภาพที่ดีจากไวซา - แอปจากเอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนลที่ให้บริการสมาชิกเพื่อการมีสุขภาพจิตที่ดี  โดยมีการเก็บรักษาข้อมูลความลับของสมาชิกเป็นอย่างดี นายแพทย์ เฮมาล เดซัย ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการแพทย์ เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล ​20 สิงหาคม 2564
    11 ท่าออกกำลังกายที่ผู้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 'ควรเลี่ยง'

    11 ท่าออกกำลังกายที่ผู้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 'ควรเลี่ยง'

    การปกป้องและสร้างความแข็งแรงให้หลังเป็นเรื่องสำคัญในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเจ็บหลังส่วนล่างเพื่อการมีสุขภาพที่ดี การออกกำลังกาย เช่น โยคะ ช่วยเรื่องนี้ได้ ผู้ที่มีปัญหาจากอาการปวดหลังส่วนล่าง ควรออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง การพยายามสร้างความแข็งแรงให้หลังอาจจะไปทำให้ยิ่งเกิดอาการเจ็บมากขึ้นได้ อาการปวดหลังส่วนล่าง คือ เส้นประสาทตั้งแต่หลังส่วนล่างจนถึงเท้าถูกรบกวนหรือถูกกดทับ ปกติจะดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น โดยทั่วไป การออกกำลังกายหลายชนิดไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่มีอาการนี้ แต่การออกกำลังกายบางชนิดเช่น โยคะ และ พิลาทิส อาจจะเสี่ยงที่จะทำให้เจ็บมากขึ้นได้ และพึงระลึกไว้ว่า การออกกำลังกาย/การยืดเป็นสิ่งดี แต่ต้องระวังไม่ให้ยืดมากเกินไปจนไปกระตุ้นอาการเจ็บที่เป็นอยู่ ต้องสร้างความแข็งแรงให้หลังแต่เพียงพอดี - การออกกำลังกายช่วยสร้างความแข็งแรงให้หลังได้ แต่ถ้ามีอาการเจ็บอยู่ ก็อาจจะทำให้เจ็บมากขึ้นได้หากไม่ระวัง บทความนี้มีรายการการออกกำลังกายที่ผู้มีอาการปวดหลังส่วนล่างควรเลี่ยง และมีกิจกรรมดีๆ แนะนำให้ลองทำ 1. วาดขาเป็นวงกลม การออกกำลังกายที่ให้คุณวาดขาเป็นวงกลมแล้วยืดแฮมสตริงทันที ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีอาการปวดส่วนล่างคือ กล้ามเนื้อจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย แต่เส้นประสาท เช่น เส้นประสาทหลังส่วนล่างซึ่งไม่ชอบการถูกยืด อาจถูกรบกวนได้ 2. นั่งและเหยียดเส้นแฮมสตริง ทำอย่างไร? นั่งยืดขาตรง เอามือเอื้อมจับปลายเท้า อาจทำท่านี้จากการยืน แล้วโน้มตัวเอามือแตะปลายนิ้วเท้าได้เช่นกัน ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? ขณะเอื้อมไปแตะนิ้วเท้า ไม่ใช่แค่เส้นแฮมสตริงที่ถูกยืด แต่เส้นกระดูกสันหลังก็จะถูกยืดไปด้วย ซึ่งเส้นประสาทหลังส่วนล่างซึ่งอยู่ใต้เส้นแฮมสตริงก็จะถูกยืดด้วยเช่นกัน (บางครั้งจึงรู้สึกเหมือนว่า เส้นแฮมสตริงทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างนั่นเอง) 3. ท่ายืดเข่าของจั๊มเปอร์ คืออะไร? คล้ายท่านั่งยืดแฮมสตริงแต่เพิ่มการยกขาขึ้นลง (คล้ายท่านักกระโดดข้ามรั้ว) ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? จากท่ายืดแฮมสตริงและก้มตัวไปด้านหน้า เพิ่มการบิดและล็อกกระดูกเชิงกรานก่อนเริ่มบิดหลัง ซึ่งเป็นการเพิ่มการกดกล้ามเนื้อและเส้นประสาทหลังส่วนล่าง 4. ท่ายกขา 2 ข้าง  ท่าออกกำลังกายโดยการนอนหงายแล้วยกขา 2 ข้างขึ้นพร้อมกัน ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้?  การออกกำลังกายท่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ซึ่งอาจทำให้อาการปวดเพิ่มมากขึ้น ถ้ากล้ามเนื้อหน้าท้องคุณไม่แข็งแรง น้ำหนักของขาทั้ง 2 ข้างจะไปลงที่หลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการเกิดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและปวดเส้นประสาทหลังส่วนล่างได้ 5. ท่าสุนัขก้มหน้า เริ่มจากวางมือลงไปบนพื้นและกางนิ้วออก ดันตัวขึ้นด้วยมือและเท้าเป็นรูปตัวสีคว่ำ ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? เพราะท่านี้เป็นการยืดเส้นแฮมสตริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเลี่ยง 6. ท่า เบนท์โอเวอร์โรล์  เป็นท่าการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง โดยการเพาะกาย และยกน้ำหนักไปพร้อมกัน โดยยืนก้มตัวไปด้านหน้า ถือบาร์เบลหรือดัมเบลด้วยมือทั้งสองข้าง ยกน้ำหนักด้วยแขนและขาช่วยรับน้ำหนัก เพื่อสร้างความแข็งแรงให้หลัง ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้?  อาจเกิดการบาดเจ็บจากการออกแบบผิดท่า เช่น หลังงอ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเคล็ด บาดเจ็บ หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ 7. ท่าเล่นกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง คล้ายกับท่าเบนท์โอเวอร์โรล์ เป็นท่าที่ใช้ในเวทเทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนัก คือการออกกำลังกายโดยก้มตัวไปด้านหน้าเพื่อยกบาร์เบลโดยไม่งอเข่า และยกแขนขึ้น ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? เช่นเดียวกับการยืดเส้นแฮมสตริง หากทำผิดท่านิดเดียวอาจทำให้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนแย่ลงได้ 8. ซิทอัพแบบขาตรง ทำอย่างไร? การซิทอัพแบบเหยียดขาตรงแทนการงอเข่าและวางเท้าบนพื้น ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้?  ท่านี้เป็นท่าที่ทำให้เส้นประสาทหลังส่วนล่างตึง และเกิดแรงกดที่กระดูกสันหลังมากขึ้น 9. เฮฟวี่สควอทส์  เป็นรูปแบบหนึ่งของการยกน้ำหนักโดยการยกบาร์เบลขึ้นและให้น้ำหนักอยู่ที่บ่า และเปลี่ยนจากท่าสควอทเป็นท่ายืน ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้?  ท่านี้อาจทำให้เกิดอาการตึงและเกิดแรงกดที่หลังส่วนล่าง ซึ่งอาจจะเพิ่มการกดทับที่หมอนรองกระดูกและทำให้อาการเจ็บเส้นประสาทหลังส่วนล่างรุนแรงขึ้น 10. การปั่น การปั่นเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็ยังต้องหลีกเลี่ยง เพราะอะไร? การปั่นเป็นการค่อมหลังไปที่มือจับ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดไปที่หลัง และดึงรั้งเส้นประสาทซึ่งอาจจะกระตุ้นอาการเจ็บที่เส้นประสาทหลังส่วนล่างได้ การปั่นในท่าหลังตรงจะช่วยลดอาการตึงที่หลังลงได้ 11. เบอร์พี  ทำอย่างไร? เริ่มด้วยท่าพุชอัพ แล้วกระโดดขึ้นสู่ท่าสตาร์จั๊มท์ และกลับมาสู่ท่าพุชอัพ และทำซ้ำ ทำไมต้องเลี่ยงท่านี้? การทำท่านี้ซ้ำๆเป็นการออกกำลังกาย 2 จุดระหว่างการยืดหลัง ซึ่งอาจจะกดไปที่เส้นประสาทหลังส่วนล่างของผู้ที่มีอาการบาดเจ็บส่วนนี้อยู่แล้ว การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีปัญหาที่เส้นประสาทหลังส่วนล่าง ในขณะที่มีการออกกำลังกายเฉพาะ และกีฬาบางอย่างที่ควรเลี่ยง สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่อง ความหนักเบาในการออกกำลังกายนั้นๆ คุณสามารถออกกำลังกายได้โดยจะต้องไม่ยืดหลัง ขา และแฮมสตริง มากเกินไป  การนั่งนานๆหรือการไม่ขยับเขยื้อนก็ทำให้เกิดอาการเจ็บที่เส้นประสาทหลังส่วนล่างได้  การออกกำลังกายอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้ที่มีอาการเจ็บเส้นประสาทหลังส่วนล่างที่จะให้คุณสนุกและไม่ทำให้เจ็บเส้นประสาทหลังส่วนล่าง มีดังนี้ เดิน ว่ายน้ำ โยคะ (เลี่ยงบางท่าที่ห้ามทำตามที่บอกไป) กิจกรรมบางอย่าง เช่น การไปยิม ต้องเลี่ยงการออกกำลังกายบางท่า เลี่ยงการใช้บางเครื่อง หรือ การทำซ้ำหลายเซ็ท ที่จะเป็นการกดทับไปที่หลัง หรือยืดหลังและขา ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เส้นประสาทหลังส่วนล่าง ไม่ควรใช้แทนคำปรึกษาหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้
    ฉลาดกินอย่างไรให้ห่างไกล 'มะเร็ง'

    ฉลาดกินอย่างไรให้ห่างไกล 'มะเร็ง'

    ​​รับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง เนื้อแดงมีสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งบางชนิด ควรจำกัดปริมาณการบริโภคเนื้อแดงและเปลี่ยนไปเลือกรับประทานอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า เช่น ไก่ ปลา และแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว และ ถั่วเมล็ดแห้ง เราควรบริโภคมากน้อยแค่ไหน? บริโภคได้เท่าใด? หากจะบริโภคเนื้อแดง ควรจำกัดปริมาณให้ไม่เกิน 18 ออนซ์ หรือ 510 กรัม (น้ำหนักเมื่อปรุงสุกแล้ว) ต่อสัปดาห์ และควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อแดงคืออะไร เนื้อแดง หมายรวมถึง เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะ เนื้อสัตว์แปรรูป คืออะไร? เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น แฮม เบคอน เนื้อหมัก ฮอตดอก และ ไส้กรอก เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารบางประเภทมีแคลอรี่สูง แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำหรือไม่มีเลย เช่น อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หากบริโภคในปริมาณมาก จะทำให้น้ำหนักตัวขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง สู้กับมะเร็งด้วยอาหารที่มาจากพืช วิตามิน แร่ธาตุในผักและผลไม้ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน พฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย ซึ่งจะนำไปสู่โรคมะเร็ง อาหารที่มีกากใย รวมถึง ขนมปังโฮลเกรน โฮลเกรนพาสต้า ข้าวโอ้ต ผัก และ ผลไม้ แบคทีเรียในลำไส้ที่กินไฟเบอร์ จะสร้างสารประกอบที่จะช่วยปกป้องเซลล์ลำไส้ใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงหรืออย่างน้อยก็จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่าง แอลกอฮอล์กับมะเร็งเพิ่มมากขึ้น คุณสามารถพัฒนาสุขภาพโดยรวมได้จากการจำกัดปริมาณการดื่ม เก็บเครื่องปรุงออกไป การบริโภคเกลือมากไปจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งสัมพันธ์กับเชื้อมะเร็งบางชนิด และอาหารแปรรูปมักมีเกลือเป็นส่วนประกอบ รวมถึง ธัญพืช อาหารแช่แข็ง ของทานเล่น และอาหารกระป๋อง ควรอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณโซเดียม ไม่มีคำแนะนำเรื่องการจำกัดปริมาณเกลือที่เหมาะสำหรับทุกคน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับคุณ ข้อแนะนำเพื่อช่วยให้คุณได้เริ่มต้น รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง (วิตามิน แร่ธาตุ กากใย สารต้านอนุมูลอิสระ และพฤกษเคมี) เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มีแคลอรี่สูง หากคุณไม่รับประทานอาหารที่มาจากพืช หรือรับประทานเพียงเล็กน้อย ควรเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อาหารที่มาจากพืชดังกล่าวรวมถึง ผลไม้ ผัก โฮลเกรน ถั่ว เมล็ดพืช เครื่องเทศ และ สมุนไพร จำกัดปริมาณการบริโภคเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะ) และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป หากดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ ให้จำกัดปริมาณการดื่มเท่าที่เป็นไปได้ จำกัดการรับประทานอาหารรสเค็มที่ผ่านการปรุงด้วยเกลือ (โซเดียม) เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ลดการรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย การปรับทีละเล็กละน้อยก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เน้นเปลี่ยนทีละอย่าง เช่น เปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นน้ำเปล่า หรือเพิ่มผักในเมนูทุกมื้อ
    เช็คร่างกายตัวเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

    เช็คร่างกายตัวเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

    เช็คอาการ 10 อย่างด้วยตนเองได้ที่บ้าน ทุกคนฝันอยากเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ไม่แพงจากบริษัททั่วไป หรือจากแพทย์ประจำครอบครัว เพื่อจะเป็นที่แรกที่จะติดต่อได้ และมีผู้เชี่ยวชาญและโรงพยาบาลมากมายให้เลือกเพื่อจะได้รับรักษาที่ถูกต้อง ในบางประเทศ ระบบสาธารณสุขไม่ดี ขาดแคลนสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ค่ารักษาก็แพง และการดูแลหลังการรักษาก็พึ่งพาไม่ได้ สุขภาพเสมือนจริง ทำให้การสาธารณสุขพื้นฐานเข้าถึงคนนับล้านได้ โดยให้ผู้ป่วยเข้าถึงแพทย์ทางไกลแบบเห็นหน้ากันได้โดยใช้การวิดีโอคอลจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือการ ตรวจเองที่บ้านตามรายการด้านล่างก็ช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ ไม่ว่าคุณจะเข้าถึงสาธารณสุขเสมือนจริงได้หรือไม่ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณสามารถตรวจสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัวเองได้หลายอย่าง การตรวจ 10 อย่างขั้นพื้นฐานเพื่อติดตามสุขภาพ ตรวจสอบและเช็คอาการได้ และถ้าคุณต้องการคำแนะนำจากแพทย์ คุณต้องมีข้อมูลต่างๆเพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย 1. วัดอุณหภูมิ อุณหภูมิร่างกายจะบอกว่าคุณมีไข้หรือไม่ อุณหภูมิปกติสำหรับผู้ใหญ่ คือ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส (98 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามอายุ เวลาที่วัด และวัดตรงส่วนใดของร่างกาย ควรวัดตอนร่างกายปกติจะได้รู้ถึงสภาวะยามปกติของคุณ ควรลงทุนใช้เครื่องวัดอุณหภูมิดีๆเพื่อผลที่แม่นยำ ลิงค์นี้มีข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ อุปกรณ์สวมใส่ก็สามารถวัดอุณหภูมิได้แต่อาจไม่แม่นยำนัก ไข้สูงในเด็กเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง หากมีความกังวล ควรไปพบแพทย์ หรือรับคำปรึกษาเสมือนจริง 2. ตรวจลูกอัณฑะ ต้องตรวจเช็คว่า มีก้อนเนื้อหรือบวมหรือไม่ เพราะเป็นสัญญาณของโรคมะเร็ง ควรตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ควรเช็คอัณฑะหลังการอาบน้ำอุ่น ให้ประคองถุงอัณฑะไว้ในอุ้งมือ  ใช้นิ้วมือและนิ้วโป้งทั้งสองมือสัมผัสเพื่อตรวจเช็ค หากพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อ อาการบวม อาการปวดจี๊ด หรือ อัณฑะหนักผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์  หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ 3. หมั่นตรวจเช็คเต้านม ควรทำความคุ้นเคยกับลักษณะเต้านมของตนเองในแต่ละช่วงของรอบเดือน ลักษณะเต้านมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้จากหลายสาเหตุซึ่งไม่ใช่สัญญาณอันตรายใดๆ ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของขอบหรือรูปร่างของเต้านม เพื่อดูว่ามีก้อน หรือมีส่วนที่หนากว่าส่วนอื่นที่สัมผัสได้ หรือมีความผิดปกติที่หัวนม หรือที่ผิวเต้านมหรือไม่ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญานของการเกิดมะเร็ง หากเจอความผิดปกติดังกล่าว ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม 4. วัดการเต้นของหัวใจ การวัดระดับการเต้นของหัวใจตอนเช้าในขณะที่หัวใจยังนิ่งอยู่จะบ่งชี้สภาพร่างกายโดยรวมของคุณได้ ระดับความปกติขึ้นอยู่กับอายุและสมรรถภาพร่างกายของคุณ - ควรเช็คทุกเช้าเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อดูอัตราการเต้นปกติของหัวใจ สามารถเช็คด้วยการใช้มือคลำ หรือใช้เครื่องวัดการเต้นของหัวใจ ใช้เครื่องวัดขณะออกกำลังกายในฟิตเนส หรือแอปฯ บนสมาร์ทโฟนก็ได้เช่นกัน การเต้น 10 ครั้งต่อนาทีหรือมากกว่านั้นอาจหมายถึงกำลังเพลีย ถ้ามากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีหมายถึงกำลังเครียด ขาดน้ำ ตื่นเต้น หรือป่วย ถ้าอัตราการเต้นสูงขึ้นต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ คลิกที่นี่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 5. ความดันโลหิต ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และโรคไตได้ มักพบว่า ไม่มีอาการเตือนใดๆ การเช็คความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิต และขณะทำการวัด ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบด้วย ความดันโลหิตปกติของผู้ใหญ่ควรอยู่ระหว่าง 90/60 ถึง 120/80 mmHg ถ้าความดันโลหิตสูง ควรลดการบริโภคเค็มและลดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย คุมน้ำหนัก และรควรปรึกษาแพทย์ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ 6. การตรวจจากการเก็บตัวอย่างและการตรวจเลือด หากไม่ต้องการเดินทางไปพบแพทย์ สามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้านซึ่งมีความแม่นยำ 90% เครื่องตรวจเลือดที่บ้านจะบอกถึงระดับคลอเลสเตอรอล เรื่องไทรอยด์ สารก่อภูมิแพ้ และเฮชไอวี ชุดตรวจแบบเก็บตัวอย่างจะให้ผลเรื่องการติดเชื้อทางปัสสาวะ และเชื้อสเตรปโตคอคคัส รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคอ เมื่อรู้ผลแล้ว ไม่ควรหาข้อมูลจากกูเกิ้ล ข้อมูลที่เสิร์ชหาทางออนไลน์อาจมีความคลาดเคลื่อนทำให้เข้าใจผิด ควรรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ หากได้ผลเป็นบวก ให้ปรึกษาแพทย์  คลิกที่นี่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 7. ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวานอาจนำไปสู่โรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคในช่องปากและฟัน โรคหลอดเลือด และตาบอดได้ สามารถหาซื้อเครื่องวัดระดับกลูโคสในเลือด (ซึ่งจะต้องอดน้ำและอาหารก่อนวัด)แต่โรคเบาหวานมีความซับซ้อน เครื่องมือที่ซื้อมาตรวจเองอาจไม่เพียงพอ สำหรับผู้ที่สามารถเข้าถึงการบริการรักษาเสมือนจริง ก็สามารถตรวจทางไกลได้เลย หากแพทย์มีความเห็นว่าควรต้องตรวจเพิ่ม ก็สามารถทำนัดให้คุณได้ คลิกที่นี่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 8. ตรวจเช็คโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นโรคที่น่ากลัว โดยเฉพาะในเด็กที่จะมีอาการทรุดเร็วและมีอาจอันตรายถึงชีวิต การตรวจดูอาการด้วยตนเองจะสามารถช่วยชีวิตได้ทัน ดูสัญญาณต่างๆ เช่น อาการคล้ายไข้หวัด คอตึง ไม่สู้แสง บางครั้งมีผื่นซึ่งไม่จางหายเมื่อกดไปที่ขอบใสบนผิว ไม่ควรรอจนขึ้นผื่น ควรรับประทานยาทันทีหากสงสัยว่าเป็นอาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แอปฯ ในโทรศัพท์สามารถช่วยคุณวิเคราะห์อาการได้ คลิกที่นี่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 9. วัดไขมันรอบเอว การควบคุมน้ำหนักเพื่อจะมั่นใจได้ว่า คุณไม่มีไขมันส่วนเกินรอบเอวซึ่งจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อินซูลินทำงานผิดปกติ และโรคเบาหวานประเภท 2  วัดรอบเอวที่ระดับสะดือ ถ้าไม่คำนึงถึงเรื่องความสูงหรือดัชนีมวลกาย สำหรับผู้ชายถ้ารอบเอวใหญ่เกิน 94 ซม. (37 นิ้ว) และ สำหรับผู้หญิง ถ้ารอบเอวใหญ่เกิน 80 ซม. (31.5 นิ้ว) คุณต้องลดน้ำหนัก โดยผู้ดูแลสุขภาพจะจัดโปรแกรมลดน้ำหนักให้คุณ รับข้อมูเพิ่มเติมได้ที่นี่ 10. ตรวจสภาพผิวหนัง มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งแบบหนึ่งที่สามารถสังเกตเองได้ง่ายๆ ตรวจด้วยตนเองเดือนละครั้ง โดยดูว่ามีอะไรแปลกปลอมขึ้นมาที่ผิวหนัง หรือไฝที่มีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น เริ่มมีเลือดออก คัน ไหม้ดำ หรือลอก หากพบความผิดปกติเหล่านี้ รีบปรึกษาแพทย์ ถ้าคุณผิวขาว มีไฝเยอะ หรือชอบตากแดดบ่อยๆก็ยิ่งมีความเสี่ยง  ควรพบแพทย์ด้านผิวหนังปีละครั้ง คลิกที่นี่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณจะได้รับการดูแลด้านสุขภาพที่ดีที่สุดจากทีมเอ็ทน่าอินเตอร์เนชั่นแนล สมาชิกทุกท่านมั่นใจได้ว่า จะได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว และ สะดวกถึงที่ สมาชิกบางท่านอาจจะอยู่หรือทำงานอยู่ในประเทศที่คุณภาพและการเข้าถึงสาธารณสุขมีข้อจำกัดกว่าในประเทศบ้านเกิดตนเอง คุณจะมั่นใจได้เต็มที่ว่า ทีมดูแลของเราพร้อมให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ให้ความเห็นที่สอง และหากจำเป็นก็จะจัดการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินเพื่อให้คุณได้พบผู้เชี่ยวชาญได้ทุกแห่งในโลก เอ็ทน่าอินเตอร์เนชั่นแนลภูมิใจในการเป็นผู้บุกเบิกระบบสาธารณสุขเสมือนจริงแบบบูรณาการและสร้างสรรค์ ให้สมาชิกทุกท่านเข้าถึงการดูแลเบื้องต้นทางไกลได้จากการเชื่อมต่อทางวิดีโอตอบ โดยมีรูปแบบการดูแลคุณทุกเรื่องครบถ้วน ช่วยให้คุณได้รับการดูแลด้านสุขภาพและความเป็นอยู่อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงชีวิต เอ็ทน่าอินเตอร์เนชั่นแนลมีการพัฒนาเพื่อการเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ดีที่สุดในอนาคตด้วย - ทุกที่ ทุกเวลา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของเราเพื่อรับข้อมูลการบริการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรจากทีมดูแล และข้อมูลเกี่ยวกับแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคลได้  
    ความเครียด 5 ประการ สำหรับผู้ที่ต้อง 'ไปอยู่ต่างถิ่น ไปทำงานต่างแดน'

    ความเครียด 5 ประการ สำหรับผู้ที่ต้อง 'ไปอยู่ต่างถิ่น ไปทำงานต่างแดน'

    คุณทำงานอยู่ต่างประเทศหรือติดตามคู่สมรสไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศอยู่หรือไม่? การทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอาจมีผลต่อจิตใจอย่างคาดไม่ถึง จากการวิจัยพบว่า ชาวต่างชาติจะพบกับปัญหาด้านความเครียด วิตกกังวล หดหู่ นำไปสู่การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าช่วงที่กลับมาอยู่บ้าน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของเอ็ทน่าพบว่า มีเพียง 6% ของผู้ให้ข้อมูลที่แสดงความกังวลในเรื่องนี้ 1,2 การศึกษาข้อบ่งชี้ 5 ประการหลักที่มีผลต่อความกดดันชาวต่างชาติและสมาชิกในครอบครัว เพื่อหาทางป้องกันที่จะเลี่ยงปัญหาดังกล่าว อุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม ความท้าทาย : การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานยังไม่มากพอที่จะมั่นใจได้ว่าจะบรรลุความสำเร็จในงานที่ได้รับมอบหมายมนุษยสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องมีตอนอยู่บ้านเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นในที่ทำงาน - ยิ่งถ้าคุณพูดภาษาถิ่นไม่ได้ หรือไม่รู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างดี การรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอกจะส่งผลลบต่อจิตใจได้ ทางออก : เมื่อได้รับมอบหมาย ก็พยายามเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่าที่จะทำได้ นายจ้างอาจให้คำแนะนำหรือออกค่าใช้จ่ายให้ไปต่างประเทศพยายามเข้าหาเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน และเข้าสังคม เพื่อเรียนรู้โดยตรงจากคนเหล่านี้จะช่วยให้คุณปรับตัวได้เร็วขึ้น ความท้าทายของงานที่ได้รับมอบหมาย ความท้าทาย : ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และความคิดในการทำงานในวัฒนธรรมที่มีแตกต่าง ทำให้นายจ้างและเพื่อนร่วมงานจะต้องการให้คุณมีความพร้อมตลอด 24/7 หลายครั้งงานที่รับมอบหมายมาเป็นงานเร่งด่วนหรือถูกคาดหวังให้งานมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในขณะที่ต้องอาศัยทักษะต่างๆด้วย จึงเป็นการยากที่จะรู้สึกมั่นใจหรือผ่อนคลาย ในขณะที่คุณยังมีข้อสงสัยในผลของงานที่ทำ หรือการไม่เคารพเรื่องเวลาส่วนตัวต่อกัน ทางออก : ในทางทฤษฎีคุณควรหารือกับหัวหน้าถึงความคาดหวังและกำหนดขอบเขตการทำงาน เพื่อคุณจะได้จัดสรรเวลาสำหรับตัวเองและครอบครัวได้ หากเกิดความเครียดที่คุณพูดกับนายจ้างไม่ได้ ลองหาโปรแกรมช่วยเหลือลูกจ้าง หรือผลประโยชน์ด้านสุขภาพระหว่างประเทศ รวมถึงการให้บริการและให้ข้อมูลด้านสุขภาพจิตด้วย การปรึกษาแบบส่วนตัวจะช่วยให้คุณได้ระบายความอัดอั้นและสอนเทคนิคในการจัดการกับความเครียด การขาดการเกื้อหนุนจากเครือข่ายเพื่อนและครอบครัว ความท้าทาย : ชาวต่างชาติมักไม่ค่อยนึกถึงความสำคัญของเครือข่ายเพื่อนและครอบครัวในการให้ความช่วยเหลือ เป็นที่ระบาย และให้คำปรึกษาที่มีผลต่อตนเองในชีวิตประจำวัน การถูกแยกออกไปจากทั้งสิ่งที่คุ้นชิ้นและการสนับสนุนที่เคยได้รับเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่คุณคิด อาจจะทำให้คุณมีพฤติกรรมการแสดงออกที่อันตรายหรือไม่เหมาะไม่ควร ทางออก : กำหนดเวลาที่จะกลับบ้านเพื่อคุยแบบเห็นหน้ากับคนรักหรือเพื่อนโดยการใช้ Skype หรือเทคโนโลยีต่างๆ คำนึงถึงเรื่องเวลาที่ต่างกัน เลือกคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงที่จะเกิดขึ้นจากการส่งข้อความทางสื่อโซเชียลหรือเสียงโทรศัพท์จากคุณ เช็คกับทางนายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพระหว่างประเทศว่า มีการบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเสมือนจริงหรือไม่ - การมีใครสักคนที่สามารถคุยได้ เข้าใจวัฒนธรรมและพูดภาษาเดียวกับคุณ ในเวลาที่คุณต้องการ นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก คู่ชีวิตคุณไม่สามารถหางานทำได้ ความท้าทาย : คุณไปไหน ฉันจะไปกับคุณด้วย มักเป็นเรื่องดีเสมอ แต่สำหรับคู่ที่ต้องตามไปด้วยเพราะคู่ของคุณได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ ในขณะที่อีกคนหางานที่ถนัดทำยากหรืออาจหาไม่ได้เลย และยิ่งถ้ามีปัญหาในการหาเพื่อน หรือหากิจกรรมทำ หรือการเป็นอาสาสมัครด้วยแล้วจะยิ่งเป็นปัญหาอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดในชีวิตสมรส และส่งผลให้คนที่ไม่ได้ทำงานยิ่งเสี่ยงต่อการมีอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ ทางออก : ถามนายจ้างของคุณว่ามีข้อมูลที่คู่ของคุณจะหางานทำหรือเป็นอาสาสมัคร หรือทำกิจกรรมทำระหว่างที่ยังหางานทำไม่ได้ มีโปรแกรมผู้ช่วยนายจ้างในการให้คำปรึกษาคู่สมรส ช่วยจัดการความรู้สึกที่ "ถูกปิดกั้น" หรือ"กีดกัน" ด้วยทุกอย่างแวดล้อม กิจกรรมที่เคยทำที่บ้านหายไป ความท้าทาย : ต้องขอบคุณสื่อโซเชียลที่มีมากมายในปัจจุบัน ความกลัวที่จะตกข่าวเป็นสาเหตุของความหงุดหงิดที่คุณไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เพื่อนๆทำและนำมาลงในสื่อโซเชียลสำหรับชาวต่างชาติ ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะมากขึ้นเป็น 2 เท่า และสามารถนำมาซึ่งปัญหาด้านจิตใจเป็นลำดับแรก ทางออก : การสร้างความสัมพันธ์นอกเหนือจากเรื่องงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดได้บ้าง สร้างความสมดุลระหว่าง งานกับชีวิต โดยกำหนดกิจกรรมที่จะทำคนเดียว ร่วมกับครอบครัว เพื่อนใหม่ หรือคนแปลกหน้า (ที่เรียกได้ว่า เป็นเพื่อนที่ไม่เคยเจอหน้ากัน) หามุมที่คุณจะทำกิจกรรมที่ชอบได้ในบริเวณบ้าน หรือที่ปลอดภัยนอกบ้าน หรือลองไปที่ใหม่ๆ ใช้ชีวิตในต่างประเทศให้เต็มที่เพื่อชดเชยกับสิ่งที่ขาดหายไปจากการไกลบ้าน สำหรับผู้ที่กำลังคิดที่จะย้ายไปต่างประเทศ เรามีห้องสมุดบทความที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ชาวต่างชาติจะเจอและวิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับสิ่งที่ต้องเจอเมื่อต้องไปใช้ชีวิตในต่างแดน เรามีคำแนะนำก่อนเดินทางให้สมาชิกที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานอย่างมีชีวอนามัย และการสร้างความมั่นใจที่จะบรรลุความสำเร็จในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย สมาชิกเอ็ทน่าอินเตอร์เนชั่นแนลสามารถเข้าห้องสมุดสุขภาพเพื่อหาข้อมูลเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับอาการและโรคต่างๆ และหาข้อมูลแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคลจากเอ็ทน่าอินเตอร์เนชั่นแนล และบริการช่วยเหลือวางแผนก่อนเดินทาง ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของเราได้
    สตินั้นสำคัญไฉน

    สตินั้นสำคัญไฉน

    ภารกิจที่ต้องทำมากมายในแต่ละวันทำให้เราวุ่นวาย และเป็นสาเหตุของความเครียด. เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์รอบตัวซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกได้ แต่เราสามารถควบคุมตัวเราเองในการตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆได้ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความเครียดได้เพราะเหตุการณ์นั้นอาจจะไปสะกิดความรู้สึกเดิมๆกลับมาอีกครั้ง ส่งผลต่อความรู้สึกเรา อาจทำให้เกิดความกลัวโดยไม่มีสาเหตุขึ้นได้ การมีสติ คือ การอยู่กับปัจจุบันขณะเกิดความเครียด จะช่วยให้เราตอบโต้ได้ดีขึ้น  การมีสติช่วยได้อย่างไร? ช่วยทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ช่วยให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วยให้มีพลังงานมากขึ้น ช่วยให้มีช่องทางที่จะเกิดความคิดใหม่ๆ ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ช่วยให้สงบนิ่งและเลี่ยงการตอบโต้ ช่วยให้มีสมาธิในงานที่กำลังทำอยู่ ช่วยให้มีความชัดเจนในการแก้ปัญหามากขึ้น ช่วยให้เป็นผู้มีทักษะและฝีมือ ช่วยให้คิดก่อนพูด ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ช่วยให้มีความอดทนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ช่วยทำให้รู้สึกเข้าใจตนเองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ช่วยเรื่องประสิทธิภาพ ช่วยให้รู้สึกมีความสุขและสมหวังมากขึ้น ควรฝึกการมีสติทุกวัน การฝึกสติขณะที่ไม่มีความเครียดจะช่วยให้คุณใช้สติเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความเครียดได้ ​ วิธีการฝึกสติง่ายๆสำหรับชีวิตประจำวัน สังเกตความรู้สึกตอนตื่นนอน ให้อยู่บนเตียงต่ออีกสักพัก แล้วสังเกตถึงความรู้สึกที่เกิดในตัวเอง สังเกตอาการหิวของตนเอง อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญ ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ไว้ให้พร้อม ถ้าคุณรีบ ให้นั่งลงและหายใจเข้า-ออก แทนที่จะเคี้ยวเอื้องไปทั้งวันโดยไม่ทันได้ลิ้มรสชาติ ควรหยุดพักหาของว่างและรับประทานแบบลิ้มรสชาติของอาหารนั้นด้วย ขับรถไปทำงานโดยไม่ต้องเปิดวิทยุ หากมีคนขับรถปาดหน้าหรือรถติดนานก็ให้หายใจเข้าออกลึกๆ สังเกตความรู้สึกขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ เพ่งสมาธิไปที่ความต้องการที่จะเคลื่อนไหว, กิน, ดื่ม หรือไปเข้าห้องน้ำ ให้พักเพื่อเดินหรือเคลื่อนไหวสั้นๆ และสังเกตว่าร่างกายรู้สึกอย่างไรหลังจากนั้น และให้รู้สึกถึงระดับพลังงานที่มีอยู่ด้วย ขณะที่คุยกับผู้อื่น ให้สังเกตผลกระทบของผู้อื่นที่มีต่อคุณ และก็ให้ระวังคำพูดและทัศนคติของคุณที่จะกระทบผู้อื่นด้วย ให้จดบันทึกสิ่งที่คุณทำขณะที่กำลังคุยกับผู้อื่น รวมถึงตอนที่คุณได้รับข้อความ หรือรับโทรศัพท์ ให้ตัวเองมีเวลาช่วงเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานกลับบ้าน ขณะขับรถกลับบ้าน ให้ปิดวิทยุ และสังเกตความรู้สึกตอนเดินเข้าบ้าน ให้ระวังการดูรายการโทรทัศน์ว่าจะมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของคุณ ให้สังเกตว่าเวลาเข้านอนปกติทุกวันของคุณเป็นช่วงที่รู้สึกสบายๆหรือวุ่นวาย และสภาพจิตใจของคุณเป็นอย่างไรเมื่อถึงเวลาเข้านอน คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ให้ถามตัวเองง่ายๆว่า "ในขณะนี้ ทางเลือกการดูแลตนเองที่ดีที่สุดที่ฉันสามารถทำได้คืออะไร?" ลองวิธีที่คุณจะปิดสวิตซ์ระหว่างที่คุณกำลังเปิดพอดคาสต์ฟัง "ฟิตฟอร์ดิวตี้" ของเรา อีพีข้างล่างนี้
    ไขข้อข้องใจ อะไรคือ 'ดีที่สุด' สำหรับระบบดูแลสุขภาพ

    ไขข้อข้องใจ อะไรคือ 'ดีที่สุด' สำหรับระบบดูแลสุขภาพ

    คุณซูซาน การ์เบอร์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กล่าวถึงความสำคัญของ คุณภาพ การเข้าถึง ราคาที่เหมาะสม และความโปร่งใส ในการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก เราต่างรู้ว่าปัจจัยใดที่จะทำให้มี ‘โรงแรมนั้นดีที่สุด' หรือ ‘คุณครูนั้นดีที่สุด’ และ 'เพื่อนที่ดีที่สุด’ แต่เราทุกคนรู้หรือไม่ว่า ‘การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด’ นั้นมีปัจจัยอะไรบ้าง คุณซูซาน การ์เบอร์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ นักเขียน และผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งร้ายถึงสองครั้ง รู้ว่าปัจจัยนั้นคืออะไร “ปัจจัยดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนมักไม่ค่อยคำนึงถึง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันอบอุ่น “เรามักใช้เวลาสำหรับการหาร้านอาหารที่เราอยากไปรับประทาน มากกว่าการใช้เวลาคิดว่า จะเข้ารับการรักษาจากแพทย์หรือโรงพยาบาลไหนดี หัวข้อหนึ่งเป็นการตัดสินใจที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่อีกหัวข้อเป็นเพียงเรื่องอาหารกลางวันเพียงมื้อเดียว ” คุณซูซาน ในฐานะคณะกรรมการขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรและมนุษยธรรมหลายแห่ง เธอได้เข้าร่วมการเสวนาในที่ประชุมระดับนานาชาติในหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงเครือข่ายทางการแพทย์ ความปลอดภัย และโลกาภิวัฒน์ ถือเป็นส่วนหนึ่งในงานของเธอ ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของเธอชื่อ GAUZE: Unraveling Global Healthcare เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอประสบการณ์จากการเป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง เป็นบุคคลสองสัญชาติ และจากการดำรงชีวิตมาแล้วใน 8 ประเทศจากทั้งหมด 101 ประเทศที่เธอเคยไป เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล (Aetna International) ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคุณซูซานเพื่อสอบถามว่า สิ่งใดเป็นปัจจัยที่ ‘ดีที่สุด’ สำหรับการดูแลสุขภาพ ความแตกต่างของภูมิภาคที่มีผลต่อการรับรู้ถึงสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ และปัจจัยที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผลกระทบของความแตกต่างในระดับภูมิภาคสำหรับการเข้าถึง ‘รูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด’ อะไรคือสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ หากกล่าวถึงการดูแลสุขภาพ ? การดูแลสุขภาพสามารถประเมิณคุณค่าได้จากปัจจัย 3 ประการ คุณภาพ การเข้าถึง (หมายรวมถึงความสามารถที่จะจ่ายได้) ความโปร่งใส (สำหรับแง่มุมด้านราคาและผลลัพธ์ที่ได้รับ) ระบบการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดจะได้คะแนนสูงทั้ง 3 ปัจจัยที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น ในความคิดของฉัน ฉันเปรียบเทียบว่า ปัจจัยในการดูแลสุขภาพนั้นเหมือนกับเก้าอี้ม้านั่ง 3 ขา หากขาใดขาหนึ่งหายไป ทุกสิ่งทั้งหมดทั้งปวงก็จะพังครืนลงทันที รูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดเป็นการดูแลแบบองค์รวม รวมถึง วิถีชีวิต แนวทางการโภชนาการ สุขภาพจิต การออกกำลังกาย เป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากในแถบตะวันออกไกล ที่จะดูแลแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่การวินิจฉัยอาการใดอาการหนึ่งของแต่ละบุคคล โรงเรียนแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา แพทย์มักผ่านการสอนให้หาอาการเพื่อวินิจฉัยโรค โดยไม่คำนึงถึงการพิจารณาแบบองค์รวมทุกลักษณะอาการ ส่งผลให้มีประชากรจำนวนถึง 250,000 ราย ในสหรัฐอเมริกาต้องเสียชีวิตลงจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดทางการแพทย์* [* แหล่งที่มา ผลการศึกษากรณีของ Johns Hopkins’ โดย Dr. Marty Makary ในวารสาร British Medical Journal (ฉบับเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2016)] ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการ คณะแพทย์ และผู้ป่วยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลสำคัญเช่นเดียวกัน งานส่วนหนึ่งของคุณคือการไปตรวจสอบหนังสือรับรองของโรงพยาบาลต่างๆทั่วโลก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ คุณคิดว่ารูปแบบการดูแลสุขภาพที่ ‘ดีที่สุด’ นั้นอยู่ที่ใด? ไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบ ในฐานะที่ฉันเคยไปมาแล้วทั้งหมด 101 ประเทศ เมื่อพิจารณา 3 ปัจจัยหลักคือ ความโปร่งใส การเข้าถึงได้ และคุณภาพ ไม่มีที่ใดเลยที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ประเทศสิงคโปร์นั้นมีรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดี แต่ยังขาดความโปร่งใสในแง่ของผลลัพธ์ ประเทศฝรั่งเศสมีรูปแบบของระบบที่มีลักษณะพิเศษ เช่นเดียวกันกับสหราชอาณาจักร แต่ยังมีปัญหาในเรื่องการรอคอย แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้วก็ถือว่าไม่ได้แย่มากนัก ประเทศอินเดียมีการเข้าถึงที่ดี แต่บางเขตพื้นที่ยังขาดเรื่องคุณภาพ หากคุณมีเงิน คุณก็สามารถเข้าถึงคุณภาพได้เสมอ ซึ่งก็หมายถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ​ปัญหาที่ส่งผลต่อการนิยามคำจำกัดความ คำว่า ‘ดีที่สุด’ เราต่างพูดถึงสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ สำหรับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวันหยุดที่ดีที่สุด กาแฟที่ดีที่สุด การนอนหลับพักผ่อนที่ดีที่สุดตลอดคืน แต่เรากลับไม่ได้นึกถึงการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด คุณไม่เคยได้ยินใครพูดว่า ‘ฉันมีแพทย์ที่ดูแลสุขภาพเบื้องต้นที่ดีที่สุด’ หรือ 'ฉันมีลำไส้ที่ดีที่สุด’ เราต่างกำหนดสิ่งที่เราเลือกที่จะสวมใส่ สิ่งที่เราจะรับประทาน รวมถึงรูปแบบทรงผมของเรา เรากำหนดทุกอย่างในชีวิตของเรา ยกเว้นเรื่องการดูแลสุขภาพ สิ่งดังกล่าวที่เกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้ว่าจะนิยามความหมายอย่างไร หรือเป็นเพราะเรายอมให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นผู้กำหนดเรื่องนี้ให้ตัวเราเองกันแน่? และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมการเสวนา ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะผู้เชี่ยวชาญ ฉันตั้งคำถามแก่ผู้ฟังว่า ‘คุณนิยามสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพอย่างไร' และคนเหล่านั้นไม่รู้จริง ๆ ว่าแท้จริงแล้วคำตอบคืออะไร เราพบว่ามันยากที่จะกำหนดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราไม่เคยชินกับรูปแบบระบบการคิดเช่นนั้น และเป็นการง่ายกว่าหากเราจให้บุคคลอื่นเป็นผู้จัดการเรื่องนี้แทน เราคาดหวังถึงสิ่งที่ระบบจะให้เรา ผู้ป่วยจำนวนมากมักยอมรับต่อรูปแบบการดูแลสุขภาพที่เป็นบรรทัดฐานในประเทศ คุณมักไม่เห็นการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้ามากเท่าที่ควรีเพื่อระบบการดูแลสุขภาพ เหมือนกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดคำถามว่า การดูแลสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่?  มีการเคลื่อนไหวมากมายเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ สิทธิทางเชื้อชาติ สิทธิของ LGBTQ แต่การดูแลสุขภาพนั้นเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจเลย ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย เหตุใดเราจึงไม่ดำเนินการด้วยความเอาจริงเอาจังมากขึ้น เป็นปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น และเรียกร้องมากยิ่งขึ้น การนิยามคำว่า ‘ดีที่สุด’ นั้นมีความหมายกับเราอย่างไร จำเป็นต้องศึกษาก่อนถึงจะสามารถดำเนินการได้ และในระดับภูมิภาค หากกล่าวถึง ‘การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด’ สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร? คำตอบจะขึ้นอยู่กับว่าคุณตั้งคำถามกับใคร ความคาดหวังของผู้คนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ อาทิเช่น ในประเทศอินเดีย คุณภาพของการรักษาพยาบาลนั้นเป็นสิ่งที่น่าสงสัย แต่มีการเข้าถึงในระดับที่ค่อนข้างดี ความคาดหวังของผู้คนมักจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ผู้ที่อาศัยในเขตเมือง เช่น ลอนดอน เดลี เซี่ยงไฮ้ ต่างคาดหวังว่าพวกเขาจะได้รับความรวดเร็วอันเป็นผลเนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกและแพทย์อยู่ใกล้ แต่คนในชนบทจะต้องเดินทางและรอคอย ดังนั้นความคิดเห็นของพวกเขาที่มีต่อ ‘สิ่งที่ดี’ จึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ผู้คนล้วนมีความคุ้นเคยต่อสังคมและสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่ จึงนิยาม 'ดีที่สุด' จากประสบการณ์ตรงของตนเอง หลายคนที่ฉันรู้จัก พร่ำบ่นเรื่องการรอคิวในสหราชอาณาจักร บางครั้งต้องรอนานถึง 12 สัปดาห์กว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ได้รับคุณภาพการดูแลอยู่ที่ดีมาก ​ ปัจจัยใดมีผลกระทบระดับโลกในแง่ของความเหลื่อมล้ำในการจัดหาบริการทางด้านสุขภาพ? ผลประการหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผู้คนเดินทางเพื่อเข้าถึงการดูแลสุขภาพ เพราะในประเทศของตนขาดปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการสำคัญของการดูแลสุขภาพ  ค่าใช้จ่าย บางที่อาจจะมีราคาที่สูงเกินไป สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำหรับปัจจัยข้อนี้ สหรัฐอเมริกามีรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดี ซึ่งคุณสามารถเข้าถึงได้ แต่ค่าใช้จ่ายนั้นสูงเกินไป นับเป็นเหตุผลหลักอันดับหนึ่งที่ส่งผลให้คนอเมริกันเลือกที่จะเดินทางเพื่อการดูแลสุขภาพ  จากการสัมภาษณ์ชาวอเมริกันจำนวนมากที่เดินทางเข้ารับการดูแลในแถบละตินอเมริกาหรือประเทศไทย เรื่องราคาแพงมากไป เป็นเหตุผลหลักที่คนอเมริกันจะเดินทางเพื่อการดูแลสุขภาพยังต่างประเทศ ความโปร่งใส ความโปร่งใสเป็นปัจจัยเรื่องคุณภาพในการดูแลสุขภาพที่ถูกมองข้ามมากที่สุด ฉันพบปัญหานี้โดยตรงกับตัวเองในสหรัฐอเมริกา ในการผ่าตัดของคุณแม่ ฉันขออำนาจจากอัยการเพื่อยื่นขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายก่อนที่จะรับการผ่าตัด ใช้ระยะเวลายาวนานถึงสี่ชั่วโมงสำหรับการจัดทำรายการค่าใช้จ่ายและใบเรียกเก็บเงินขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าจะต้องชำระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่าไร สี่ชั่วโมง! สำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะชำระค่าใช้จ่ายเอง เพราะไม่สามารถเข้าถึง PMI ได้ จึงมีการลงนามเพื่อสละสิทธิ์ก่อนที่คุณจะรู้ค่าใช้จ่ายนับเป็นสิ่งที่ดูมีพิรุธแปลกไปเพราะคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่คุณกำลังเซ็นลงนามนั้นคืออะไร จากเหตุผลดังกล่าวข้อนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งสำหรับชาวอเมริกันในการเลือกเดินทางไปที่คอสตาริกา โคลอมเบีย และเม็กซิโกเพื่อเข้ารับการรักษาแทน การรอคอย บางครั้ง คุณกำลังพยายามเลี่ยงการรอคอยที่อาจกินระยะเวลายาวนานถึง 12 สัปดาห์ (อาทิเช่น ในสหราชอาณาจักรหรือประเทศแคนาดาที่มีรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดี แต่ยังขาดปัจจัยเรื่องการเข้าถึง) ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยอาจเป็นโรคมะเร็งหรือมีปัญหาด้านหัวใจที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด่วนโดยทันที คุณภาพ อาจเป็นเพราะการขาดปัจจัยด้านคุณภาพในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก คุณอาจเห็นผู้คนเดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแถบยุโรป สำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์มักมีความต้องการที่จะเข้าถึงคุณภาพที่ไม่มีในประเทศบ้านเกิดของเขาเอง บ่อยครั้งเป็นเพราะไม่มีความมั่นใจต่อรูปแบบการดูแลสุขภาพของเขตท้องถิ่น ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ ราคาย่อมเยาว์สมเหตุสมผล แต่ไม่ไว้วางใจต่อคุณภาพ ความคลุมเครือ ฉันจะขอชี้แจ้งว่า ‘การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ นั้นมีคำจำกัดความที่เป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่ เพราะสิ่งที่ดำเนินการอยู่นั้นยังเกิดความคลุมเครือ ผู้คนเดินทางข้ามชายแดนเพียงเพื่อต้องการฟอกฟันขาว หรือเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือไม่ และผู้คนเดินทางเพื่อไปดำเนินการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) สิ่งนี้ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือไม่ คำจำกัดความนั้นอาจแคบหรือกว้างมาก และยังปราศจากตัวเลขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ในบางประเทศ อาทิเช่น ประเทศคิวบา จะมีการจดบันทึกข้อมูลสำหรับเหตุผลในการเดินทางเพื่อเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ แต่สำหรับประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา นั้นไม่มีการดำเนินการในรูปแบบข้างต้น หากรัฐบาลกำหนดให้ ‘การแพทย์’ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับการเดินทางเข้าประเทศ ก็จะเป็นตัวช่วยวัดจำนวนได้ว่า มีผู้คนจำนวนกี่รายที่เดินทางมาเพื่อเหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งส่งผลให้เราสามารถคำนวณผลกระทบทางการเงินที่มีต่อเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านการฝึกอบรมแพทย์ ความสามารถในการจ่ายได้ และการเข้าถึง ประเทศใดมีความสมดุลของปัจจัยเหล่านี้ที่ดีที่สุด และมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร จากบทความของนิตยสาร New York Times ที่มีชื่อว่า The Best Health Care Systems In The World: Which One You Would Pick? เดือนกันยายน ค.ศ. 2017 ได้จัดการแข่งขันเพื่อตัดสินว่าประเทศใดมีรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด (ระหว่างแคนาดา สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือสหรัฐอเมริกา) ผลปรากฏว่าอันดับหนึ่งคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศที่ตามมาเป็นอันดับสองคือประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองประเทศนั้นมีระบบที่มีลักษณะที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระบบการประกันสุขภาพจากภาคเอกชนที่ดำเนินการภายใต้อาณัติจากภาษีรัฐบาล ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพและดำเนินการผ่านข้อแลกเปลี่ยนที่คุณสามารถจ่ายได้ โดยที่ทุกคนจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งก็มีทางเลือกให้หลากหลายมาก ประเทศฝรั่งเศสถึงแม้จะมีทางเลือกที่ไม่หลากหลาย ในรูปแบบที่ประชากรส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลด้วยระบบประกันสุขภาพแบบกองทุนเดียว และมีกลุ่มคนจำนวนไม่มากที่ซื้อประกันส่วนตัว  ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีระบบที่มีความแตกต่างกันหลายแง่มุม แต่ทั้งสองประเทศก็มีระบบในการเข้าถึง คุณภาพ ความสามารถในการจ่ายได้ และความโปร่งใสให้แก่ผู้เข้ารับบริการ หากคุณมีแผนการดูแลสุขภาพส่วนตัวกับที่ไหนสักแห่ง อาทิ เอ็ทน่า คุณจะได้เข้าถึงทางเลือกจากเครือค่ายขนาดใหญ่  หากคุณไม่มีแผนการดูแลส่วนตัวดังกล่าว ตัวเลือกในการเข้าถึงของคุณก็จะถูกจำกัดลง แต่ระบบเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากกล่าวอ้างถึงเรื่องทางการเมือง แต่ก็จำเป็นต้องพูดว่า ระบบเหล่านี้จะไม่สามารถดำเนินการต่อจนได้ผลอย่างที่เป็นในปัจจุบันได้ ด้วยจำนวนการใช้ผลประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นหลักการของการจัดตั้งระบบการดูแลสุขภาพหลายแห่ง ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อรูปแบบการดูแลสุขภาพได้อย่างไรบ้าง? และบทบาทของเทคโนโลยี (เทคโนโลยีที่ใช้เพื่อการสวมใส่ โทรเวชกรรมในรูปแบบออนไลน์ เป็นต้น) ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ สำหรับการดูแลสุขภาพนั้นเป็นอย่างไร? ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจสุขภาพของตนเอง ทั้งทางด้านประสิทธิภาพ ด้านสุนทรียศาสตร์ ซึ่งมีเทคโนโลยี (ผู้บริโภค) เป็นตัวช่วย ผู้คนมีความต้องการที่จะดูแลสุขภาพระยะยาว และเทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ความรู้แก่ผู้คนเหล่านั้น ความหลากหลายของอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยรักษาโรค  และการสาธารณสุขทางไกลซึ่งเติบโตอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีคนเดินทางเพื่อไปพบแพทย์น้อยลง เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตามเราก็จะเสียในเรื่องความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยไปบ้าง  ความสัมพันธ์ในรูปแบบมิลเลนเนียนจะแตกต่างออกไป เด็ก ๆ (ฉันจะไม่มีลูกของตัวเอง แต่ฉันดูแลหลานชายและหลานสาว ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน) นั่งอยู่เบาะหลังรถ ไม่พูดคุยกัน เพียงแต่หัวเราะคิกคัก เพราะกำลังส่งข้อความพูดคุยกัน ในขณะเดียวกันคนบางรุ่นอาจชอบการนัดเจอแบบเห็นหน้าค่าตากันมากกว่า ในขณะที่วัยหนุ่มสาวชอบทำสิ่งต่างๆทางออนไลน์มากกว่า การเลือกซื้อรถ บ้าน หุ้น และพันธบัตรนั้นมีความรู้เป็นพลังสำคัญ ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนหรือคอลเลสเตอรอลในตัวนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่มากยิ่งขึ้น เพิ่มความรับผิดชอบส่วนบุคคลและความสามารถที่ก้าวต่อไป ดังที่กล่าวไปแล้วว่าปัญหาส่วนตัวนั้นเป็นปัจจัยที่ท้าท้าย ผู้คนเริ่มตื่นตัวต่อการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น  บางทีนี่อาจเป็นเพราะอายุ เมื่อคุณอายุเข้า 40 ปี คุณจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง ซึ่งข้อมูลต่างๆนั้นก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาข้อมูลได้ ความท้าทาย การเป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด ฉันกลายเป็นผู้บริโภคที่มความรู้และเป็นผู้สนับสนุนด้านสุขภาพของตนเอง ฉันอยู่ในวัยและช่วงชีวิตที่รู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัว และเป็นช่วงเวลาที่เริ่มตระหนักถึงระบบการทำงานเพื่อการดูแลสุขภาพของตนเอง  สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ ต้องมีแรงผลักดันให้คนวัยหนุ่มสาวเริ่มค้นคว้าหาข้อมูล คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องสร้างวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ไม่เกิดปัญหาสุขภาพเมื่อมีอายุมากขึ้น ในวัย 20 คุณอาจคิดว่าตนเองจะอยู่ยงคงกระพัน คุณไม่จำเป็นต้องรอประสบการณ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตถึงค่อยเริ่มคิดได้ อย่างที่ฉันเคยเจอมาแล้ว เมื่อได้รับผลคำวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งที่รังไข่ เพียงหกสัปดาห์หลังจากการแต่งงาน การเข้าถึงข้อมูลมีบทบาทสำคัญ เป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจสุขภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ  แม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึงและลดต้นทุนลงได้ แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เสียความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย (ประวัติส่วนตัว) การดูแลสุขภาพกลายเป็นธุรกรรมที่มีประโยชน์สำคัญอย่างหนึ่งในการเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพแบบทางไกล ในขณะที่ยังคงรูปแบบแนวทางการรักษาแบบองค์รวมภายใต้สถานการณ์ของแต่ละบุคคล อะไรคือสิ่งที่มีผลต่อการกระตุ้นการตัดสินใจของคุณในเรื่องการเลือกผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแล อาทิ บริษัทประกันภัยและนายหน้า นายจ้าง และรัฐบาล ฉันคิดว่าประกอบไปด้วย 3 สิ่ง การศึกษาหาข้อมูล ถือเป็นความรับผิดชอบอันดับหนึ่งที่ผู้ป่วยทุกคนที่จำเป็นต้องค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ หาข้อมูลค่าใช้จ่ายในการรักษาของคุณ ผู้ให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือตัวเองและบุคคลอื่น อาจเป็นเรื่องยากที่ลำดับสถานการณ์ เพื่อจะเป็นอีกหนึ่งเสียงหรือเป็นหูเป็นตาให้แก่บุคคลอื่นได้ และหาทางช่วยหากคุณอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย สนับสนุน การยอมรับแบบสมยอมจำนวนมาก บางครั้งเราพูดว่า ‘โอเค' เมื่อมีคนแนะนำอะไรบางอย่างให้แก่เรา เพราะเราไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ดีกว่านั้น การสนันสนุนเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึง เรากำลังให้ร่วมลงชื่อเพื่อสร้างเว็บไซต์ Change.org สนับสนุนความโปร่งใสในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แก่ผู้ป่วยก่อนที่ให้บริการ คุณสามารถร่วมลงชื่อได้ที่นี่  ​รายละเอียดเกี่ยวกับภาพยนตร์ ในภาพยนตร์ของเธอเรื่อง GAUZE: Unravelling Global Healthcare คุณซูซานเปรียบเทียบและนำเสนอข้อแตกต่างของระบบการดูแลสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก โดยการไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลจำนวน 174 แห่ง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลสุขภาพในระดับนานาชาติ 65 คน จาก 24 ประเทศ “การเดินทางของฉัน คือการเดินทางเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉันไม่มั่นใจในวิจารณญาณของตนเองว่า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีสุด” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์และรับชมคลิปวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gauzethefilm.com Gauze: Unravelling Global Healthcare graphic บทสรุป : เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล (Aetna International) และที่สุดเพื่อการดูแลสุขภาพ นิตยสาร The New York Times ระบุว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด ในขณะที่ผลจากโพลสาธารณะออกมาว่า ประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าแนวคิดเรื่องสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ ในแง่ของการดูแลสุขภาพนั้นอาจเป็นปัจจัยที่เป็นปัจเจกบุคคล แต่ก็มีตัวชี้ที่ชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพที่ดี ได้แก่ ราคาที่สามารถจ่ายได้ ความสามารถในการเข้าถึงได้ ตลอดจนคุณภาพของการดูแล และความโปร่งใสในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นทุนไปจนถึงผลลัพธ์ คุณซูซาน กล่าวไว้ว่า เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดีเยี่ยม เพื่อที่เราจะสามารถเลือกได้ด้วยตนเอง เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล วัดการดำเนินการอย่างไร? และความมั่นใจว่าที่จะมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกได้อย่างไร?  แผนดูแลสุขภาพของเรานั้นมีราคาที่แข่งขันได้ ให้การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูงผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลและแพทย์ที่กว้างขวาง หมายความว่าคุณสามารถเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่ ทุกเวลาที่คุณต้องการ เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้นำแนวทางแบบองค์รวมมาใช้ดำเนินการปฏิบัติงาน ตามที่คุณซูซานได้กล่าวว่าแนวทางดังกล่าวนี้เป็นกุญแจที่สำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพที่ดี ซึ่งที่เอ็ทน่า เราเรียกรูปแบบการดูแลประเภทนี้ว่า การดูแลสุขภาพอย่างมีคุณค่า หมายความว่าอย่างไรและมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร การดูแลสุขภาพโดยเน้นคุณค่าหมายถึงการเน้นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละบุคคล แทนที่จ่ายเงินเพื่อการรักษาตามที่ต้องการเท่านั้น เรามุ่งเน้นไปยังผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพผ่านการเจาะไปถึงแต่ละบุคคล คุณภาพของการดูแล ลดความซ้ำซ้อนและการสิ้นเปลืองอย่างไร้ประโยชน์ การวิเคราะห์ข้อมูลของเราเข้าถึงรายบุคคลช่วยให้ได้ผลแม่นยำ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพชีวิตที่มีคุณภาพยาวนานขึ้น อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลแบบเน้นคุณค่าได้ ที่นี่ องค์กรได้รับผลประโยชน์อย่างไร สำหรับนายจ้าง หมายถึงการได้รับการดูแลที่มีคุณค่าที่สุดในราคาที่ดีที่สุดที่คุ้มค่าที่สุดให้แก่พนักงานของคุณ เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนลช่วยให้พนักงานของคุณเข้าถึงการดูแลที่มีประสิทธิภาพได้ทุกที่ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด พนักงานที่มีส่วนร่วมและมีสุขภาพที่ดี หมายถึงมีการเคลมค่าสินไหมลดลง ก็จะส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน และต่อผลการทำธุรกิจที่ดีขึ้นด้วย การดูแลสุขภาพโดยเน้นคุณค่ายังช่วยให้คุณสามารถระบุได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าสมาชิกรายใดนั้นมีความเสี่ยง ซึ่งหมายถึงการแทรกแซงตั้งแต่แรกเริ่ม การร่วมมือเพื่อการดูแล การจัดการเกี่ยวกับเงื่อนไขและโปรแกรมสุขภาพไปด้วยกัน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น พนักงานจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร คลินิกส่งเสริมสุขภาพเชิงตอบโต้ และโปรแกรมการดูแลแบบกลุ่มจะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี ฐานข้อมูลระบุตัวตนและการเข้าถึงรายบุคคลจะช่วยให้เข้าถึงปัญหาและความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อสุขภาพได้เร็วขึ้น ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น การริเริ่มแบบเจาะจงช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีขึ้นจากการให้ความรู้ การมีส่วนร่วม และการเสริมพลังให้กับพนักงาน การดูแลอาการเรื้อรังสามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ สร้างความรู้สึกอบอุ่นใจให้กับพนักงานและครอบครัวว่า จะสามารถเข้ารับการดูแลที่มีประสิทธิภาพได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้ ​ขอขอบพระคุณ คุณซูซาน การ์เบอร์ เป็นอย่างสูงที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรา
    บั้นปลายชีวิตคุณ อยู่ในมือคุณ

    บั้นปลายชีวิตคุณ อยู่ในมือคุณ

    ​คุณภาพชีวิตถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ ทุกวันนี้ เราต่างต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่จะได้รับในช่วงที่จะต้องต่อสู้อยู่กับภาวะฉุกเฉินหรือในช่วงชีวิตระยะสุดท้ายที่ใกล้จะสิ้นสุดลมหายใจว่าจะเป็นอย่างไร?  ต้องขอขอบคุณเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำและทันสมัย เป็นปัจจัยส่งผลให้หลายคนมีอายุขัยยืนยาวมากขึ้นกว่าเดิม แต่โรคที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิต อาทิเช่น โรคเบาหวาน ก็มักจะส่งผลให้เรานั้นมี ‘อายุขัย’ ที่สั้นลง มีช่วงชีวิตที่สุขภาพดีไม่มีโรคภัยสั้นลงลง ปัจจุบันมีความเชื่อเพิ่มขึ้นว่า การดูแลสุขภาพส่วนบุคคลควรขยายครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจในช่วงบั้นปลายของชีวิตด้วย หากคุณต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมาณที่ไม่จำเป็นและคุณภาพชีวิตที่แย่ลง การวางแผนอนาคตไว้ว่า บั้นปลายชีวิตคุณมีความประสงค์จะได้รับความดูแลแบบประคับประคอง หรือรูปแบบของการสิ้นสุดชีวิตอย่างไร เป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง การดูแลประคับประคองผู้ป่วย กับ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินคำนิยามซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะสำหรับการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิตที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและอาสาสมัคร โดยปกติแล้วจะเป็นการมุ่งเน้นถึงแนวทางการปฏิบัติที่ทำให้ผู้ป่วยที่กำลังจะสิ้นสุดลมหายใจรู้สึกสบายและบรรเทาความเจ็บปวดลง โดยไม่อาศัยเทคโนโลยีเพื่อยืเธอชีวิต หากจะกล่าวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองนี้ จะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาทั้งภาวะที่คุกคามถึงชีวิต ภาวะที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และภาวะจำกัดการมีชีวิตอยู่ โดยที่การดูแลนี้จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันความเจ็บปวด และการบรรเทาความทุกข์เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความต้องการทางร่างกาย สังคม จิตใจ และจิตวิญญาณของผู้ป่วยเป็นการดูแลแบบองค์รวม ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้คนมีประสบการณ์ในการ ‘การถึงแก่กรรมอย่างสง่างาม’ ณ บ้านพักอาศัย แต่หากในปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนมากจากประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศมักจะเผชิญหน้ากับปัญหาการเสียชีวิตจากการใช้เครื่องช่วยหายใจด้วยระยะเวลาที่ยาวนานในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล ซึ่งการดูแลแบบประคับประคองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความเชี่ยวชาญทางด้านการดูแลรักษาแบบแผนปัจจุบัน กับการดูแลผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานดูแลผู้สูงอายุก็อาจจะยังไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่พวกเขาเหล่านั้นประสงค์ที่จะได้รับในช่วงวิกฤตที่สำคัญแห่งชีวิตได้ ภารกิจของเอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล (Aetna International)  พันธกิจหลักของเราคือการพลิกโฉมแนวทางการดูแลสุขภาพทั่วทุกมุมโลก โดยการดำเนินตามแนวทางปรับปรุงคุณภาพ ราคา และการเข้าถึงการดูแลในทุกขั้นตอนของชีวิตได้ เราดำเนินการด้วยการสรรค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความท้าทายด้านสุขภาพที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ และส่งเสริมแนวทางการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น โครงการ Aetna’s Compassionate Care ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น จินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง และประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามรูปแบบที่คุณต้องการ  เริ่มต้นด้วยการวางแผนว่า หากถึงเวลาที่คุณไม่มีอิสระในชีวิตอีกต่อไป คุณดูแลตัวเองไม่ได้ คุณมีความต้องการที่จะไปพักอาศัยอยู่ที่ใด? คุณต้องการได้รับแนวทางการปฏิบัติรูปแบบใดจากแพทย์? คัดสรรผู้มีอำนาจที่สามารถดำเนินการตัดสินใจทางการแพทย์ เพราะการปฏิบัติตามความปรารถนาของคุณอาจเป็นเรื่องยากลำบาก แรงกดดันทางวัฒนธรรม ข้อกฎหมาย หรือข้อบังคับในเขตท้องถิ่น และการเข้าถึงทรัพยากรในจำนวนที่เหมาะสม ล้วนมีบทบาททั้งสิ้น ซึ่งการขอให้คนที่คุณไว้วางใจะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจหรือเป็นผู้สนับสนุนทางการแพทย์ บุคคลผู้นั้นควรรับทราบถึงข้อมูลทางการแพทย์ของคุณและเตรียมไว้ให้พร้อมอยู่เสมอเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องการความช่วยเหลือ และบุคคลผู้นี้ต้องกล้าที่จะถามคำถามยากๆแก่คณะแพทย์ เพื่อดำเนินการตามที่คุณแจ้งความประสงค์ไว้ และมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่คุณ การที่มีผู้สนับสนุนมากกว่าหนึ่งคน ถือเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เป็นไปตามสิ่งที่คุณปรารถนามากขึ้น พิจารณาทางเลือกเกี่ยวกับผู้ให้การดูแล คุณต้องลองคิดว่า คุณมีความต้องการที่จะพักอาศัยโดยมีผู้ให้การดูแลแบบประคับประคอง การดูแลระยะสุดท้าย หรือมีความประสงค์ที่จะเลือกอยู่ในสังคมการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งบางแห่งจะมีทางเลือกในการอยู่อาศัยที่มีความหลากหลายตามช่วงอายุของคุณ เพื่อให้คุณดำรงชีวิตได้อย่างอิสระในช่วงขณะที่คุณนั้นยังมีสุขภาพที่ดี มอบความช่วยเหลือหากมีความจำเป็น และให้การดูแลระยะสุดท้ายเพื่อความสุขสบายในช่วงบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต พร้อมอยู่เสมอตลอดเวลาสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ชีวิตมักมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เมื่อไหร่คุณจะถึงคราวจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือช่วงไหนที่คุณจะไม่สามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบทางการแพทย์เพื่อกำหนดชะตาชีวิตได้ด้วยตัวเอง เตรียมเอกสารสรุปประวัติการรักษาของคุณ รวมถึงระบุรายละเอียดเงื่อนไขอาการรักษาและประเภทของยาที่คุณใช้อยู่ ระบุให้คณะแพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รับทราบว่าคุณมีความประสงค์ที่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยชีวิตหรือไม่ อาทิเช่น เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น เจตจำนงต่อการมีชีวิตอยู่ ระบุถึงสิ่งที่คุณปรารถนาหากคุณอยู่ในสภาพผัก (ภาวะสมองตาย) หรือกำลังเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องให้ยาที่คุณไม่ต้องการรับ อย่าลืมเก็บเอกสารไว้ในที่ที่หาง่ายๆ และทำสำเนาให้ตัวแทนไว้ 1 ชุด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมให้ติดต่อแพทย์ที่ดูแลอยู่ หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เอกสารระบุความต้องการของคุณในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการการดูแลแบบ Palliative หรือในสถานการณ์ที่ต้องพิจารณาเรื่องการดูแลรักษาในวงกว้างขึ้น จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นถ้าคุณมีแผนจะไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศห่างไกลจากครอบครัว และอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมและระบบการรักษาที่ไม่คุ้นเคย สามารถดาวน์โหลดเพื่ออ่านข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ : อย่าลืมเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ในที่หาง่าย และมอบสำเนาให้แก่ผู้สนับสนุนของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อแพทย์ผู้ดูแลหลักหรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของคุณ  การจัดทำบันทึกความปรารถนาของคุณสำหรับกรณีฉุกเฉินด้านการดูแลสุขภาพ เจตจำนงต่อการดูแลแบบประคับประคอง หรือในกรณีที่คุณถึงแก่กรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาแนวทางด้านการดูแลสุขภาพในวงกว้างของคุณ สิ่งนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ห่างไกลจากครอบครัว และรายล้อมไปด้วยระบบการดูแลสุขภาพและระบบวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวข้างต้น โปรดดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอข้อมูลรายละเอียดของเราได้ที่  
    รู้เท่าทันความเครียด ไม่เบียดเบียนตัวเอง

    รู้เท่าทันความเครียด ไม่เบียดเบียนตัวเอง

    ​เราทุกคนมักจะมีช่วงที่จะประสบกับความเครียดกันบ้างในบางช่วงบางเวลา ความเครียดบางครั้งก็มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามความเครียดรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม งานวิจัยด้านสุขภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ความเครียด-สภาพจิตใจ-สภาพร่างกาย รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและความดันเลือด นอกจากนี้ความเครียดยังอาจจะส่งผลในด้านอื่นๆอีกมากมาย ดังนี้ ทำให้มีความอดทนต่ำ ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ทำให้มีการเพิ่มปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่มากขึ้น ไม่อยากอาหาร นอนหลับยาก รู้สึกตึงเครียด และ/หรือ คลื่นไส้ เหงื่อออกและปากแห้ง รู้สึกใจสั่น  ปวดหัว ตึงกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ ​ 5 วิธีที่จะช่วยคลายความเครียดได้ จัดระบบเวลาให้ดี จดสิ่งที่ต้องทำและจัดลำดับก่อนหลัง และหากมีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น ก็อย่าโทษตัวเอง กำหนดขอบเขตความสามารถ หากต้องรับผิดชอบงานหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ยังมีหน้าที่และความรับผิดชอบมากมายต่อครอบครัว ดังนั้นคุณควรมีความชัดเจนไปเลยว่า คุณไหวแค่ไหน คุณจะทำอะไรได้บ้าง  ออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ และช่วยลดความเครียดได้ เช่น การเดิน วิ่ง ตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ เต้น และ โยคะ กำจัดความกลัว บางครั้งความเครียดก็มาจากตัวเราเอง ลองถามตัวเองว่า เราควรเครียดกับเหตุการณ์นั้นๆมากน้อยเพียงใด คุยกับใครสักคน ลองคุยกับใครสักคนที่คุณไว้ใจจะช่วยลดความเครียดลง หรืออาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ หากไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ด้วยตนเอง ควรหาที่ปรึกษาหรือพบแพทย์
    คุณรู้จัก 'น้ำตาล' ดีพอหรือยัง!

    คุณรู้จัก 'น้ำตาล' ดีพอหรือยัง!

    การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำที่มีผลต่อสุขภาพได้ เราไม่จำเป็นต้องเลิกรับประทานอาหารที่ชอบไปอย่างเด็ดขาด แต่ควรค่อยๆจำกัดปริมาณน้ำตาลในอาหารลง เคล็ดลับ อ่านฉลากอาหาร นำน้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลอ้อย ออกไปจากโต๊ะอาหาร ลดปริมาณน้ำตาลลงครึ่งหนึ่งจากสูตรอาหารที่ปรุง เลือกซื้อเครื่องดื่มที่ปราศจากน้ำตาลหรือให้พลังงานต่ำ เลือกซื้อผลไม้สด หรือผลไม้กระป๋องในน้ำหรือในน้ำผลไม้แทนผลไม้กระป๋องในน้ำเชื่อม ใส่ผลไม้สดหรือผลไม้อบแห้งในธัญพืชเพิ่มเพื่อความหวาน  แทนการรับประทานธัญพืชแบบหวาน ใช้สารสกัดหรือเครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสชาติ น้ำตาลอาจมาในรูปแบบน้ำตาลแฝง ในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มจะมีการเติมน้ำตาลที่เรียกว่า ฟรีชูการ์ ลงไปด้วย อาหารอบย่าง, เครื่องดื่มชูกำลัง, โซดา, ขนมปัง, โยเกิร์ตปรุงแต่งรส, น้ำสลัด และ ซอสมะเขือเทศ เป็นตัวอย่างของการใส่น้ำตาลเข้าไปในกระบวนการผลิตทั้งสิ้น และยังพบว่า อาหารที่มีการลดปริมาณเกลือหรือไขมัน มักจะทำให้มีน้ำตาลเพิ่มขึ้น ทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง อ่านฉลากอาหาร อ่านรายการส่วนผสมทุกรายการ น้ำตาลธรรมชาติและน้ำตาลที่เติมเข้าไป รวมเป็นปริมาณของนำ้ตาลทั้งหมดที่ระบุบนฉลาก น้ำตาลจะระบุไว้เป็นกรัม ซึ่ง 4 กรัมเท่ากับ 1 ช้อนชา พึงระลึกไว้เสมอว่า น้ำตาลที่เติมเข้าไปในกระบวนการผลิตอาหารอาจจะปรากฏในชื่ออื่น เช่น น้ำตาลฟรุกโตสชนิดพิเศษ มอลโตส กากน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือ น้ำผลไม้เข้มข้น เป็นต้น สิ่งสำคัญที่ควรทราบในการบริโภคน้ำตาล ผู้ใหญ่ : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 30 กรัม ( 7 ก้อน) เด็กอายุ 4-6 ปี : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 19 กรัม ( 5 ก้อน) เด็กอายุ 7-10 ปี : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 24 กรัม ( 6 ก้อน)